สิว

004

“สิว” จัดเป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยที่สุด

“ทำไมจึงเป็นสิว”

สิวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของร่างกายเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นสิวจึงพบบ่อยมากในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว ส่วนมากจะเริ่มมีตุ่มสิวเมื่ออายุ 11-12 ปี หลังจากนั้นจะเป็นสิวรุนแรงขึ้น พบว่าเมื่ออายุ 17 ปี วัยรุ่นชายเป็นสิวถึง 95% ส่วนวัยรุ่นหญิงจะเป็นสิว 85%แต่เมื่ออายุเลย 25 ปีแล้ว อัตราการเป็นสิวจะค่อยๆลดลง

สาเหตุของสิวมี 4 สาเหตุหลักคือ

  1. ฮอร์โมนเพศชายเพิ่มสูงขึ้น เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เป็นสิว  เมื่อเข้าวัยรุ่นทั้งชายและหญิง ร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนจะกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันที่มีมากบริเวณใบหน้า หน้าอก แผ่นหลัง ให้มีการสร้างและขับน้ำมันออกมาที่ผิวหนังมากขึ้นเกิดการอักเสบและเป็นสิว
  2. เซลล์หนังกำพร้าบริเวณปากรูต่อมไขมันถูกกระตุ้นให้แบ่งตัวมากขึ้นและจับตัวกันแน่นอุดตันตรงปากรูต่อมไขมัน เกิดเม็ดสิวอุดตัน
  3. แบคทีเรีย Propionibacterium acnesที่อาศัยอยู่ในรูต่อมไขมัน จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในคนที่เป็นสิว แบคทีเรียจะย่อยไขมันในรูต่อมไขมันกระตุ้นให้เกิดสิวอักเสบ
  4. ผิวหนังที่มีการอักเสบได้ง่าย จะเกิดสิวได้ง่าย

สิวมีความรุนแรงแตกต่างกัน คนที่เป็นสิวเล็กน้อยอาจมีแค่สิวอุดตันไม่กี่ตุ่มบนใบหน้า สิวรุนแรงปานกลางจะมีสิวเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเล็กๆ สิวรุนแรงมากหรือสิวหัวช้างจะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่และถุงหนอง มักเป็นทั้งใบหน้าและลำตัว และมีรอยแผลเป็นด้วย

สิวกับผลกระทบด้านจิตใจ-เศรษฐกิจ

มีการวิจัยพบว่า คนที่เป็นสิวรุนแรงมีอัตราการเป็นโรคซึมเศร้าและมีความคิดอยากฆ่าตัวตายสูงกว่า

คนทั่วไป  และยังพบว่าคนที่เป็นสิวหางานทำได้ยากกว่าคนที่ไม่เป็นสิว

การวินิจฉัยโรคสิว

โรคสิววินิจฉัยได้ง่าย จากการตรวจดูผิวหนังพบตุ่มสิวอุดตัน อาจปะปนกับตุ่มแดง ตุ่มหนอง ตามใบหน้า หน้าอก แผ่นหลัง ในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว

โรคสิวต้องแยกออกจากผื่นคล้ายสิว ซึ่งอาจเกิดจากการทาครีมที่มีสารทำให้รูขุมขนอุดตัน(comedogenic) การทาครีมที่มีสารสเตียรอยด์ การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก (เฟนิโตอิน) ยารักษาวัณโรค (ไอโสไนอาซิด) ยาที่ผสมไอโอดีนหรือโบรมีน ฮอร์โมนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เป็นต้นนอกจากนี้ผู้หญิงที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายสูงผิดปกติ เพราะเป็นโรคของรังไข่ ต่อมหมวกไตอาจยังเป็นสิวทั้งที่อายุเข้าวัยกลางคนแล้ว ซึ่งอาจมีอาการอื่นๆของฮอร์โมนเพศชายสูงด้วย เช่น ผิวมันมาก มีขนดก ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ศีรษะล้าน เป็นต้น

การป้องกันและดูแลรักษาสิว

สิวสามารถป้องกันหรือดูแลให้บรรเทาเบาบางลงได้การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดผิวหน้าโดยเฉพาะที่ไม่มีความระคายเคืองช่วยลดโอกาสในการเป็นสิว เลือกใช้ให้เหมาะสมตามสภาพผิวคือ ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม แต่ไม่ควรล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ่อยเกินไป เพราะการสัมผัสสารลดแรงตึงผิวในผลิตภัณฑ์บ่อยๆ อาจทำให้เป็นสิว เลือกใช้ครีมกันแดดและครีมบำรุงตามสภาพผิวหน้า ที่สำคัญครีมต้องไม่มีสารที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน (comedogenic)ถ้าผิวมันเป็นสิวง่ายอาจเลือกใช้ครีมบำรุงเนื้อเบาที่ผสมกรดวิตามินเอหรือกรดผลไม้ (AHA,BHA,LHA)เพื่อลดและป้องกันการเกิดสิวอุดตัน

ความเครียดทำให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนและเกิดสิว จึงควรลดเลี่ยงความเครียด พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเพราะการออกกำลังกายช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี

ถ้าเป็นสิวเล็กน้อย เช่น มีแต่สิวอุดตัน หรือมีสิวอักเสบก่อนมีประจำเดือนอาจลองซื้อยาทาสิวมาใช้ก่อน ซึ่งควรเป็นยาทาเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ หรือครีมกรดวิตามินเอ ไม่ควรทาหรือกินยาปฏิชีวนะเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาจทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาได้ ถ้าซื้อยาทาสิวแล้วไม่ดีขึ้นหรือเป็นสิวรุนแรงปานกลางขึ้นไป ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง แพทย์มักรักษาด้วยยาทาหลายชนิดและยากินตามสภาพความรุนแรงของสิวเพื่อไปแก้ไขครอบคลุมสาเหตุทั้งสี่ของสิว ทำให้สิวหายเร็วที่สุดและป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยากินเองโดยเฉพาะยาไอโสเตรติโนอิน (ยาปากลอก)เพราะอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ เป็นตับอักเสบ ไขมันในเลือดสูง กระดูกบาง

สำหรับผู้หญิงที่ยังเป็นสิวมากแม้จะอายุเลยวัยรุ่นแล้วและมีอาการของฮอร์โมนเพศชายสูงเกินปกติ เช่น ขนดก ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ศีรษะล้าน ต้องมาพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดต่อไป แพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดบางชนิดที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนเพศชาย ร่วมกับยารักษาสิวอื่นๆห้ามซื้อยาคุมกำเนิดมาทานเอง เพราะยามีข้อห้ามในการรับประทานและผลข้างเคียงร้ายแรงหลายอย่าง

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆในการรักษาสิว เช่น การฉายแสงสีแดง แสงสีน้ำเงิน เลเซอร์ ซึ่งจัดเป็นการรักษาทางเลือก เนื่องจากผลการรักษาไม่ดีมากนัก ใช้เวลารักษานาน และมีราคาแพง

            เคล็ด (ไม่) ลับในการดูแลผิวหน้าระหว่างรักษาสิว

ยารักษาสิวทุกชนิดและยากินไอโสเตรติโนอินจะทำให้ผิวหน้าแห้งลอก บางคนที่มีผิวแพ้ง่าย ยาอาจทำให้ผิวอักเสบแสบแดงปัญหานี้สามารถบรรเทาเบาบางลงได้ โดยผู้ป่วยต้องทายาสิวอย่างถูกวิธีให้ทายาบางๆให้ทั่วบริเวณที่มีตุ่มสิว ไม่ควรทาใกล้ขอบตาและขอบปากมากเกินไปห้ามแต้มยาบนตุ่มสิว เพราะยาจะมีความเข้มข้นสูงเกินไปทำให้ผิวอักเสบแดงลอกมาก อาจใช้ครีมบำรุงสำหรับผิวแพ้ง่ายทาบริเวณที่แห้งลอกอยู่ ทาครีมกันแดดที่เป็นเนื้อครีมบำรุงและหลีกเลี่ยงแสงแดด ที่สำคัญจะต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อรักษาสิวอย่างต่อเนื่อง เพราะสิวมักเป็นๆ หายๆ เป็นเวลาหลายปี และจะค่อยๆ หายเองเมื่ออายุเกิน 25 ปี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ลา โรช-โพเซย์

ผู้เขียน: นพ.โกวิท คัมภีรภาพ

หัวหน้ากลุ่มงานโรคติดเชื้อ สถาบันโรคผิวหนัง