Forever Glams คุณหญิงอิสริยาภรณ์ ปัญจมานนท์

pui

ในฟากฟ้าของสังคมชั้นสูงของเมืองไทย มีดวงดาวที่เจิดจรัสแพรวพรายอยู่ดวงหนึ่งที่ยังคงงดงามด้วยคุณค่า และงามทั้งรูปโฉม เธอคือ คุณหญิงอิสริยาภรณ์ ปัญจมานนท์ บุตรีของนายกานต์ พึ่งบารมี และม.ร.ว.เอื้อมพันธ์ (สุขสวัสดิ์) พึ่งบารมี มีชื่อเล่นน่ารักที่เรียกขานกันในหมู่คนใกล้ชิดว่า ‘คุณหญิงปุ๋ย’

คุณหญิงอิสริยาภรณ์ ปัญจมานนท์ สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาโรงเรียนเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ จากนั้นไปศึกษาต่อยังประเทศออสเตรเลีย เริ่มงานด้วยการทำงานที่ Thai Airways International Co.LTD. สมรสกับพลเอกพูลสวัสดิ์ ปัญจมานนท์ รองสมุหราชองครักษ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีบุตรชายสองคน คือ นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ เคยดำรงตำแหน่งรองทูตพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ประเทศโปแลนด์ และร้อยเอกปิยะภัทร ปัญจมานนท์ นายทหารยุทธการ ประจำกรมราชองครักษ์

ชีวิตของคุณหญิงและสามีนั้นเป็นชีวิตที่มีเกียรติยิ่งใหญ่จากการที่ได้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

“ด้วยความที่เห็นว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯทรงรักพสกนิกรจริงๆ อย่างเมื่อครั้งเสด็จภาคใต้ ท่านสังเกตเครื่องใช้ไม้สอยจากย่านลิเภา จึงถามพสกนิกรว่าสามารถนำมาทำเป็นกระเป๋าได้หรือไม่ เมื่อคำตอบคือได้ แต่กว่าจะมาเป็นกระเป๋าถือได้ต้องใช้เวลาในการสานย่านซึ่งบางประหนึ่งเส้นด้ายให้เป็นกระเป๋าขึ้นมา ใบหนึ่งใช้เวลาร่วม 4 เดือน ท่านใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อุดหนุนสินค้าจากชาวบ้านในราคาแพงๆ เสมือนช่วยพวกเขาให้มีเงินใช้ แล้วมาจำหน่ายในราคาถูกๆ อย่างงานศิลป์แผ่นดินท่านก็เอามา sale ให้คนไทยได้ใช้ของดีราคาถูกค่ะ จึงอาสาเป็นผู้ร่วมเผยแพร่ผลงานศูนย์ศิลปาชีพให้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณชน ซึ่งได้รับผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดค่ะ ชาวอิตาเลี่ยน ชาวอเมริกันสนใจมากค่ะ เพราะเป็น handicraft ชาวต่างชาติเขาเองก็ชอบแบบนี้อยู่แล้ว ให้ความสนใจในความสวยงามรายละเอียดของผลงานมาก เช่น ราคาเขาไม่เคยเกี่ยงกันเลยค่ะ

“อยากช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยของพระองค์ท่านจริงๆ เพราะเงินที่ท่านได้รับถวาย ท่านนำไปช่วยชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯทรงเป็นแรงบันดาลใจค่ะ อย่างงานแฟชั่นโชว์ “เส้นสายลายไหมด้วยใจภักดิ์” จัดต่อเนื่อง 2 ปี นำรายได้ถวายมูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพ อีกงานก็ประธานงานการกุศล “ชมรมรักษ์และพัฒนาผ้าไทย” นำรายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ โรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ บ้านพักคนชรา และสถานสงเคราะห์อีก 2 แห่ง ฯลฯ ปี 2554 เป็นประธานแฟชั่นโชว์ผ้าไทย “ราตรีลีลา ภูษาไทย” จัดโดยสภาวัฒนธรรมเขตวัฒนา และโครงการจัดคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และด้อยโอกาสทางสังคมไทย

“อยากเห็นสังคมที่มีแต่ความผาสุกร่มเย็น ในอดีตสังคมไทยเพื่อนบ้านรู้จักกันหมด ฝากบ้านกันได้ ปัจจุบันต่างคนต่างอยู่ หลงในวัตถุ มุ่งมั่นให้ได้มาเพื่อการยอมรับในสังคม ซึ่งฟุ้งเฟ้อมาก ทุกวันนี้พ่อแม่มุ่งหน้าหาเงินไม่ค่อยมีเวลากันในครอบครัว อยากให้คนยึดมั่นในครอบครัวตนเอง นอกจากครอบครัวก็ควรให้ความสำคัญแก่ ครู วัด ที่จะเกลานิสัยเด็กให้ดีได้ ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดี และจะดีมากหาเข้าวัดคุยกับพระก็จะได้แง่คิดดีๆในการใช้ชีวิตค่ะ ปัจจุบันนี้หลายคนไม่ประมาณตนเอง เพื่อการยอมรับในสังคม คนยอมเป็นหนี้กันมาก เงินเดือนไม่เท่าไรก็ไปผ่อนรถ หรืออื่นๆ ซึ่งเฟ้อมาก ขนบธรรมเนียมดีๆหายไป เทคโนโลยีต่างๆเจริญดี จิตใจคนก็เปลี่ยนไป ดาบสองคม อย่างเด็กเล็กๆก็กดเล่นคอมฯได้ สำหรับเยาวชนที่เสพย์สื่อหรืออะไรต่างๆที่เกินวัยที่ควรจะรับรู้ ทำให้เสียได้เหมือนกัน เสียการเรียน เสียคนไปก็มีเยอะค่ะ นอกจากเทคโนโลยีแล้ว การศึกษาสูงก็ไม่ได้เป็นตราประทับว่าจิตใจจะสูงตาม มารยาทหรือวัฒนธรรมที่ดีงามในสังคมไทยค่อยๆหายไปค่ะ

“ดิฉันเชื่อมั่นว่า ประเทศชาติที่ดำรงอยู่ได้มาอย่างยาวนานเพราะมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี อยากให้ทุกคนยึดมั่นในสถาบันฯอันเป็นที่เทิดทูน ทุกครอบครัวย่อมมีพ่อแม่เป็นที่เคารพ ประเทศชาติย่อมต้องมีองค์ประมุขจุดสูงสุดที่ทุกคนถวายความเคารพเช่นกัน”

คุณหญิงอิสริยาภรณ์ ปัญจมานนท์  ทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับภารกิจในทุกบทบาทของชีวิตมาโดยตลอด ทั้งในบทบาททางสังคมที่เธออุทิศตนเพื่อรับใช้เจ้านายที่เคารพรัก บทบาทของครอบครัว ทั้งแม่และภรรยา

“ชีวิตการเป็นภรรยานายทหาร เนื่องจากท่านต้องตามเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ เพื่อที่จะให้ท่านไม่ต้องกังวล ก็ดูแลลูกคนเดียวค่ะ เป็นเสมือนพ่อแม่ในเวลาเดียวกัน ท่านจะได้ถวายงานตามเสด็จได้เต็มที่ค่ะ สอนลูกเสมอค่ะว่าไม่ให้ถือตัว ห้ามเย่อหยิ่ง ยโสว่าตนดีกว่าใคร ให้เขานอบน้อมต่อคนทั่วไปค่ะ ให้โอกาสเขาได้เดินตามทางที่เขาชอบเพราะแต่ละคนมีความมุมานะสูง ภาคภูมิใจในตัวลูกทั้งสองคนค่ะ แต่ละเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล อย่างคนโตอยากทำงานต่างประเทศก็ได้ทำงานกระทรวงพาณิชย์อย่างที่เขาตั้งใจ อย่างคนเล็กเขาอยากเป็นทหารก็สอบเข้าได้เอง ทั้งๆที่ในใจคิดว่ามีลูกเป็นหมอสักคนก็ดี (หัวเราะ)

“ครอบครัวดิฉันปลูกฝังเรื่องการให้ความสำคัญทางการศึกษาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อเติบใหญ่จะเป็นอะไรก็จะได้ดั่งใจตนต้องการ ซึ่งแต่ละท่านก็มีการตั้งเข็มไว้ตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่ทำงานสายการบินจึงได้พาลูกไปทัศนศึกษายังต่างประเทศ จึงให้ความสำคัญเรื่องการรู้ภาษาต่างประเทศสำคัญอย่างยิ่งยวด อย่างคนโตอยากใช้ชีวิตในต่างแดน จึงเลือกกระทรวงการต่างประเทศ แต่การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานเป็นเรื่องใหญ่มาก ผู้เข้าสมัครเป็นหมื่นคัดเลือกเพียง 3 คน จึงเข้าทำงานกระทรวงพาณิชย์แทน นอกจากการศึกษาก็เล็งเห็นความสำคัญเป็นอย่างมาก พาบุตรชายออกสังคมพบปะผู้คนในสังคมซึ่งเป็นสังคมอีกระดับหนึ่ง ทำให้พวกเขารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสกว่า”

สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจของ คุณหญิงอิสริยาภรณ์ ปัญจมานนท์   ก็คือไม่ว่าเธอจะมีภารกิจเหนื่อยหนักเพียงใด ก็ยังมีบุคลิกภาพที่สง่างามอยู่เสมอ อีกทั้งยังมีผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสชวนมอง จนใครๆที่พบเห็นมักเอ่ยปากถามถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเอง

“การดูแลตัวเอง…ก็ปกติทั่วไป ไม่ได้พิเศษอะไร ชอบอาหารอิตาเลี่ยน อาหารญี่ปุ่น รับประทานปลาทุกชนิด อาหารหวานชอบมากแต่ไม่ทาน เพราะควบคุมน้ำหนัก งดน้ำอัดลมเพราะส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่จริงๆแล้วชอบมากค่ะ ดื่มน้ำเอ็นไซม์ก็ช่วยให้ผิวพรรณดีและสุขภาพแข็งแรงค่ะ

“ภารกิจแต่ละวันก็…งานอาสาศิลปาชีพวันพุธ แนะนำสินค้าศิลปาชีพแก่นักท่องเที่ยว แล้วก็ดูแลตัวเองด้วยค่ะ ทำสปาทุกวันอังคาร ออกกำลังกายด้วยการลีลาศสัปดาห์ละครั้งค่ะ นวดแผนโบราณในทุกวันศุกร์ วันจันทร์ก็สบายหน่อยค่ะซื้อของเข้าบ้านค่ะ

“เป็นคนตามแฟชั่นพอสมควร ชอบนำมาประยุกต์ให้เข้ากับผ้าไหมของไทย ตัดเป็นชุดราตรี ให้ดูดีเหมาะสมกับวัย มีช่างรู้ใจตัดให้มานาน 20 ปี บางทีก็ออกแบบเองบ้าง ก็มีซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปบ้าง แบรนด์โปรดคือ ZARA เพราะลูกอยู่โปแลนด์ เลือกอยู่ในร้านเป็นวันๆ (หัวเราะ) อีกแบรนด์ที่ชอบก็คือ Mark & Spencer ค่ะ”

คุณหญิงอิสริยาภรณ์ ปัญจมานนท์  แบ่งปันแง่มุมดีๆในชีวิตส่วนตัวด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าอิ่มเอิบ ที่บ่งบอกถึงความสุขอย่างเต็มเปี่ยม ก่อนจะปิดท้ายด้วยแง่คิดการใช้ชีวิตที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ลึกซึ้งกินใจ

“ทุกคนไม่มีความสุขและทุกข์ที่แท้จริง เราอาจจะคิดว่าเราพอแล้วมีพร้อมทุกอย่าง มีความสุขที่ครอบครัวอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตา พอต่างคนต่างออกไปทำงานหรือมีภาระกิจนอกบ้าน ก็เกิดความทุกข์แล้วโดยเฉพาะลูกขับรถกันไปเองเป็นห่วงมาก กลับถึงบ้านเมื่อไรสบายใจเมื่อนั้นค่ะ”